วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การต่อสู้

      การต่อสู้เป็นการจำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์เราอย่างยิ่ง เราเกิดมาในสมัยที่โลกเต็มไปด้วยการต่อสู้ เราไม่สามารถจะเว้นการต่อสู้เสยได้เพราะถ้าไม่ต่อสู้เราก็อยู่ไม่ได้ ถ้าเราอยากจะมีชิตเยี่ยงคนทั้งหลาย เหตุการณ์บังคับให้เราตองต่อสู้ ใจอันสำคัญประการแรกที่เราจะต้องใช้เป็นเครื่องต่อสู้คือความอดทน                                                              
      ความอดทนเป็นกฎเบื้องต้นของการต่อสู้ เราจะต้องสร้างลักษณะทนทานขึ้นในตัวของเราก่อนอย่างอื่น   คือทนทานต่อความลำบาก ทนทานต่อความทุกข์ร้อน ทนทานตลอดถึงอารมณ์ที่จะทำให้กำลังต่อสู้ของเราเสีย  เช่น ต้องไม่เป็นคนที่โกรธง่าย ท้อถอยง่าย ไม่เสียใจง่าย ไม่เห็นความลำบากเพียงเล็กน้อยเป็นความลำบากมาก ไม่เห็นเรื่องน้อยเป็นเรื่องใหญ่ ให้พิจารณาตังของเราว่ามีลักษณะทนทานหรือไม่ ถ้าไม่มีความพยายามปลูกให้มีขึ้นเพราะความทนทานเป็นบทเรียนบทแรกของการต่อสู้ วิธีฝึกให้มีความทนทานเป็นวิธีที่ง่ายและดีที่สุด                    
  -งดการพร่ำบ่น
  -งดการปรับทุกข์    การพร่ำบ่นถึงความยากลำบากและความหนักอกหนักใจเป็นการทำลายกำลังต่อสู้ในตัวของเราเองความยากลำบากอาจมีอยู่ในตัวของเราจริง แต่ถ้าเราเก็บเอาความรู้สึกอันนี้ไว้ไม่พูดออกมา นับเป็นทางแก้อันประเสริฐ เป็นทางที่จะสร้างความทนทานขึ้นในตัว ขอให้เราสังเกตดูคนบางคนที่ต้องเผชิญ ชีวิตอันลำบาก  ต้องทำมาหาเลี้ยงด้วยความเหน็ดเหนื่อย ผลได้ไม่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่ถ้าเราไม่บ่น เราจะรู้สึกสรรเสริญและในที่สุดความไม่บ่นนั้นเองจะช่วยตัวเขาเองได้ ผู้ที่ไม่บ่นย่อมจะสร้างกำลังใจสูงขึ้นในตัวเองและจะสู้กับความลำบากทั้งหลายได้ ฉะนั้นการต่อสู้อันแรกคือการไม่บ่น จึงเป็นวิธีที่เหมาะสมและง่ายสำหรับโลกที่เจริญแล้ว เป็นประการหนึ่ง การปรับทุกข์เป็นลักษณะของคนอ่อนแอ เรายิ่งปรับทุกข์กับใครกำลังต่อสู้ของเรายิ่งจางหายไปและคนที่ได้ฟังการปรับทุกข์ของเรานั้นเขาจะเห็นเราเป็นคนอ่อนแอไม่อยากให้ความร่วมมือ เพราะไม่มีใครอยากช่วยเหลือหรือให้ความร่วมมือกับคนที่อ่อนแอ ทุกคนอยากเกี่ยวข้องกับมนุษย์ที่เข้มแข็ง ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมกับคนเคาะร้าย เพราะจะพาเขาเคาะร้ายไปด้วยเขาอยากคบคนเคาะดีตามความสังเกตส่วนมาก คนเราชอบพูดถึงความยากลำบากของตัวเองให้คนอื่นฟังหาได้คิดไม่ว่าการกระทำเช่นนี้ไม่มีทางดีอะไร เพราะถ้าเรื่องที่เราไปให้คนอื่นฟังนั้นเป็นความยากลำบากจริง ผู้ฟังนั้นก็จะเห็นความอ่อนแอของเรา ถ้าเรื่องที่เล่าไม่ใช่เป็น  ความยากลำบากจริง ผู้ฟังก็จะเห็นความอ่อนแอของเรามากขึ้น อย่างภาษิตที่ว่า "กัดฟันทน" เป็นภาษิตที่เราสรรเสริญมาช้านาน ความมายของภาษิตนี้คือ ยอมทนต่อความยากลำบากโดยไม่พูดนั่นเอง  รวมความว่า การต่อสู้ขั้นแรกที่สุดคือ งดการบ่นและงดการปรับทุกข์ ความจริงเมื่อพิจารณาดูแล้วเป็นวิธีที่ง่ายไม่ยากสำหรับนักต่อสู้จะพึงกระทำ สิ่งที่คนเราต้องต่อสู้มีมากมายจะพูดแต่ส่วนใหญ่ๆที่เราจะต้องต่อสู้มี 2 วิธี                
 -มนุษย์ด้วยกัน         
  -เหตุการณ์   การต่อสู้กับมนุษย์ด้วยกัน เป็นความจำเป็นที่คนเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมนุษย์เรายังเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา การเบียดเบียนกันจึงเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์  การต่อสู้จึงเป็นความจำเป็น แต่การจะต่อสู้อย่างไรนั้นแล้วแต่กรณี ในฐานะที่เราเป็นมุสลิมเมื่อเราถูกรุกรานก็ควรจะใช้หลักการซอบัร(อดทน)เป็นเครื่องต่อสู้  ก่อนที่เราจะพิจารณาแต่เพียงผิวเผินแล้วรู้สึกว่าเครื่องทำลายของมนุษย์มีมากเหลือเกิน แต่เมื่อสาวเข้าไปถึงต้นตอจริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรมากคือการทำลายด้วยวางา ซึ่งมีจิตใจเป็นสมมติฐาน  หลักการอิสลามสอนวิธีการเอาชนะไว้ย่อๆ ว่าพึงชนะความชั่วด้วยความดี เพียงท่านั้นท่านอาจจะนึกค้านในใจว่าไม่จริงหรือสู้ไม่ได้ แต่ความจริงสู้ได้อย่างแน่นอน ที่สู้ไม่ได้เพราะเราปฏิบัติผิด พึงจะเห็นได้เช่นคนบางคนหรือทั่วๆไปเวลาถูกด่าเมื่อเราทราบอยู่แล้วแต่ตัวเราไม่ผิด แทนที่เราจะอดทนไม่แสดงความโกรธในฐานะที่เราผิด แต่เราโกรธกลับไปตอบซึ่งเท่ากับ   "เอาน้ำโสโครกไปล้างสิ่งโสโครก" เรื่องมันก็ไปกันใหญ่ ผลสุดท้ายก็ย่อยยับไปทั้งคู่แทนที่จะเป็นผู้ชนะก็ต้องกลับเป็นผู้แพ้ ไม่ใช่เอาดีชนะชั่วแต่กลับเป็นเอาชั่วชนะชั่ว ซึ่งผิดจากหลักอิสลาม เราคงจะเคยเห็นคนบางคน เวลาใครมาด่าเขาหนหนึ่งหนักเข้าผู้มาด่าแพ้ไปเอง บางคนถึงกับสารภาพผิดและขอโทษในภายหลังในกรณีอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน รวมความว่าการต่อสู้คนด้วยกันต้องอาศัยความอดทน เมื่อเราปฏิบัติได้เช่นนี้เชื่อว่าเราต่อสู้แล้ว ต่อสู้ด้วยความอดทนผลที่ได้รับก็คือทำให้เราอยู่ได้และอยู่อย่างสบาย



การละหมาด -الصلاة

การละหมาด  หมายถึง การเข้าเฝ้าอัลเลาะห์ เป็นบัญญัติสำคัญของศาสนาอิสลาม ซึ่งมุสลิมทุคนจำเป็นต้องเรียนรู้การปฏิบัติและเป็นการสรรเสริญพระเกียรติคุณ การวิงวอนขอพรและการขออภัยโทษต่ออัลเลาะห์

เงื่อนไขที่ทำให้อัลเลาะห์ทรงรับการละหมาด มีดังนี้
1.ผู้ละหมาดจะต้องมีความอิคลาส ในการละหมาดเพื่ออัลเลาะห์
2.ผู้ละหมาดจะต้องปฎิบัติละหมาดไปตามแบบอย่างของท่านร่อซู้ล 
3.การละหมาดจะต้องยับยั้งสิ่งที่ชั่วช้าได้

เงื่อนไขที่ทำให้การละหมาดใช้ได้อมีดังนี้
1.มีความสะอาด
2.แต่งกายมิดชิด
3.เข้าเวลาละหมาด
4.ผินหน้าสู่กิบละห์

เวลาและจำนวนร่อกาอัตของละหมาดต่างๆ
1.ละหมาดซุบฮิ มีจำนวน 2 ร่อกาอัต
 เริ่มตั้งแต่แสงอรุณขึ้น จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้น
2.ละหมาดดุฮริ  มีจำนวน 4 ร่อกาอัต
 เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์คล้อยไปทางตะวันตก จนกระทั้งเงา 
 ของมัน เท่ากับตัวของมัน
3.ละหมาดอัสริ  มีจำนวน 4 ร่อกาอัต
 เริ่มตั้งแต่เงาของมันเท่าตัวของมัน จนกระทั้งดวงอาทิตย์ตก
4.ละหมาดมักริบ มีจำนวน 3 ร่อกาอัต
 เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตก จนกระทั้งแสงแดดหมด
5.ละหมาดอีซา   มีจำนวน 4 ร่อกาอัต
 เริ่มตั้งแต่หมดแสงแดงที่ขอบฟ้า จนกระทั้งแสงอรุณที่แท้จริงปรากฎขึ้น




Hajj : ฮัจย์

      เรียงตามรุก่นและวาญิบฮัจญ์
       
        ฮัจย์: 1 ในหลักการอิสลาม.
๑. เป็นรูกนที่ ๕  ของรู่ก่นอิสลาม ซึ่งกำหนดเป็นฟัรดู (ศาสนกิจระดับบังคับ) สำหรับมุสลิมที่มีความสามารถ ( มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งทางร่างกาย จิตใจ และปัจจัยที่จำเป็นในการประกอบพิธีฮัจย์ – เงิน อาหาร) ต้องเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครมักกะฮฺ ในเดือนซูลฮิจยะฮฺ จำนวน ๑ ครั้งในชั่วชีวิต (ส่วนจำนวนที่ประกอบฮัจย์มากกว่า ๑ ครั้ง จะไม่ถือเป็นวายิบ แต่ส่งเสริมให้กระทำ)

๒. เป็นศาสนพิธีในอิสลามที่กำหนดให้มุสลิมที่มีความสามารถจะต้องประกอบพิธีฮัจย์หนึ่งครั้งในชั่วชีวิตของมุสลิมแต่ละคน



ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) ได้กล่าวแก่ชาวมุสลิมเกี่ยวกับฮัจย์ สรุปความได้ว่า “ โอ้ประชาติทั้งหลาย อัลลอฮฺ ได้กำหนดฮัจย์เป็นหน้าที่ของพวกท่าน (มุสลิม) ดังนั้นท่าน (มุสลิม) ทั้งหลายจงทำฮัจย์ ”

จากฮะดิษข้างต้น จะเห็นว่า รูกนฮัจย์ เป็นรูกนที่อัลลอฮฺ ทรงกำหนดให้มุสลิมทุกคนจะต้อง (วายิบ) ประกอบ โดยมีคำอธิบายขยายเพิ่มเติมว่า บังคับเหนือมุสลิมทุกคน ยกเว้นผู้ที่ไม่มีความสามารถกระทำได้ อาทิเช่น
                  - ไม่มีความสามารถที่จะประกอบพิธีฮัจย์เนื่องจากความบกพร่องทางสมอง เช่น บ้า สติไม่สมประกอบ หรือ พิการทางร่างกายที่ไม่สามารถเดินทางและประกอบพิธีฮัจย์ได้
                  - ไม่มีความสามารถที่จะประกอบพิธีฮัจย์เนื่องจากความเจ็บป่วย หรือเป็นโรค เช่น เจ็บป่วยหนักอย่างต่อเนื่อง เจ็บป่วยเป็นโรคติต่อร้ายแรง หรือเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นรอบข้าง เป็นต้น
                  - ไม่มีความสามารถที่จะประกอบพิธีฮัจย์เนื่องจากความยกจน มีรายได้ไม่พอเลี้ยงดูครอบครัวระหว่างการประกอบฮัจย์ ไม่มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นระหว่างเดินทางและประกอบพิธีฮัจย์ หรือเป็นผู้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือเป็นคนล้มละลาย เป็นต้น
                  - ไม่มีความสามารถที่จะประกอบพิธีฮัจย์เนื่องจากเหตุผลสุดวิสัยอื่น เช่น อยู่ในภาวะสงคราม โรคระบาดอย่างต่อเนื่อง ฯลฯ เป็นต้น
 



อุมเราะฮฺ : เป็นอีบาดัตซุนนะฮฺ ประการหนึ่ง ที่สามารถกระทำได้ ณ นครมักกะฮฺ ซึ่งจะประกอบด้วยกิจกรรมอิฮรอม ตอวาฟ สะแอ และตะหัลลู้ล โดยจะไม่ประกอบกิจกรรมวายิบของฮัจย์ บางครั้งเรียมอุมเราะห์ว่า ฮัจย์เล็ก



การประกอบพิธีฮัจย์และอุมเราะห์ มี ๓ วิธี

          ๑ . อิฟรอด คือ การทำฮัจย์ก่อนการทำอุมเราะฮฺ ฮุจญาดผู้ประกอบพิธีฮัจย์แบบฮัจญ์อิฟรอด จะประกอบพิธีฮัจญ์ก่อนทำอุมเราะฮฺ หลังจากเสร็จพิธีฮัจญ์แล้วเขาจะเดินทางออกจากแผ่นดินฮะรอม แล้วเนียตเอียะฮฺ รอมอุมเราะฮฺ แล้วเดินทางเข้ามักกะฮฺ เพื่อประกอบพิธีอุมระฮฺ โดยต้องทำต้องทำภายในปีเดียวกันกับปีที่ประกอบพิธีฮัจญ์ วิธีอิฟรอด เป็นวิธีประกอบฮัจญ์ที่ดีกว่า การประกอบพิธีฮัจญ์วิธีตะมัตตุอ . และวิธีกิรอน โดยไม่ต้องเสียดัม (ตามมัซฮับซาฟีอี)
          ๒ . ตะมัตตุอฺ คือ การทำอุมเราะฮฺ ในช่วงเวลาฮัจญ์ เมื่อเสร็จการทำอุมเราะฮฺ แล้วฮุจญาดจะทำพิธีฮัจญ์ในปีเดียวกัน การประกอบพิธีฮัจญ์วิธีตะมัตตุอ . จะดีกว่าการประกอบพิธีฮัจญ์วิธีกิรอน แต่ต้องเสียดัม (ค่าปรับต่อการกระทำผิดพลาด หรืออาจจะบกพร่องกรณีใดกรณีหนึ่งตามรูกนฮัจญ์)
          ๓ . กิรอน คือ การทำฮัจญ์และอุมเราะฮฺ พร้อมกันในช่วงเวลาฮัจญ์ หรือการเนียตทำอุมเราะฮฺ แล้วนำเอาพิธีฮัจญ์เข้ามาก่อนลงมือทำอุมเราะฮฺ แล้วก็ทำพิธีฮัจญ์จนแล้วเสร็จ ทั้ง ๒ รูปแบบนี้ผู้ปฏิบัติจะได้ทั้งฮัจญ์ และอุมเราะฮฺ ในคราวเดียวกัน เพราะพิธีฮัจญ์ได้ครอบคลุมถึงพิธี อุมเราะฮฺ อยู่แล้ว แต่ต้องเสียดัม


รูกนของฮัจย์ มี ๖ ประการ ดังนี้
๑ . เอียะฮฺรอม คือ การตั้งเจตนา ( เนียต) ทำพิธีฮัจย์ ฮุจญาจหรือผู้ที่จะประกอบพิธีฮัจย์ทุกคนจะต้องเริ่มต้นด้วยรูกนนี้ มิฉะนั้นการกระทำหลังจากนี้ทั้งหมดจะถือว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีฮัจย์ การตั้งเจตตนาหรือเนียต สามารถกล่าวด้วยข้อความต่อไปนี้ “ ข้าพเจ้าตั้งเจตนาทำฮัจญ์ และครองตนไม่ละเมิดสิ่งต้องห้ามด้วยการทำฮัจย์ เพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานาฮูวาตะอาลา ” 


๒ . วุกูฟ คือ การเดินทางไปปรากฏตัว ณ ทุ่งอะรอฟะฮฺ ในช่วงเวลาตั้งแต่ตะวันคล้อยของวันที่ ๙ ของเดือนซุลฮิจญะฮฺ และพักแรมคืน ณ ทุ่งมุซดะลีฟะฮฺ ถึงเริ่มแสงอรุณ (หรือพักแรมอย่างน้อยถึงหลังเที่ยงคืน) ของวันที่ ๑๐ เดือนซุลฮิจญะฮฺ หรือ ที่เรียกว่า วันกุรบาน ซึ่งจะเป็น วันอิดิลฮัฎฮา  Idil Adha หรือ วันรายอฮัจญี ของที่อื่นๆที่ไม่ใช่ทุ่งอะรอฟะฮฺ (ทุกชุมชนมุสลิมที่นอกเหนือจากกลุ่มฮุจญาจที่อยู่ระหว่างประกอบฮัจย์ (วูกูฟ) ณ ทุ่ง อะรอฟะฮฺ จะเป็นวันอิดิลอัฏฮา จะทำการละหมาดอิดิลอัฎฮา และทำการกุรบาน)

๓ . ตอวาฟ คือ การเดินเวียนรอบกะบะฮฺ หรือ บัยตุ้ลเลาะฮฺ (ฮุจญาจปกติจะเดินเท้า ส่วนฮุจญาจที่ชรา หรือพิการ หรือไม่สบายสามารถจ้างลูกหาบช่วยหาบ (ใช้เปลคล้ายเปลคนไข้) หรือ ใช้รถเข็น รอบกะอฺบะฮฺ แทนการเดินเท้า เป็นต้น การตอวาฟรอบกะอฺบะฮฺ จะเวียนซ้าย ( ทวนเข็มนาฬิกา) จำนวน ๗ รอบ เริ่มจากแนวเส้นเริ่มต้น ซึ่งจะทำเป็นเครื่องหมายให้สามารถสังเกตได้ทั้งบนพื้น และที่อาคารมัสยิด เวลาตอวาฟเริ่มตั้งแต่เวลาพ้นเวลาเที่ยงคืนของวันที่ ๑๐ เดือน ซุ้ลฮิจยะฮฺ แนวเส้นทางการตอวาฟดังแผนภูมิต่อไปนี้



เงื่อนไขของการตอวาฟมี 6 ประการ คือ


1. ร่างกายต้องสะอาดจากอะดัสใหญ่และเล็ก และสะอาดจากนะยิสต่างๆ 
2.  ต้องปกปิดอวัยวะที่พึงสงวน 
3. ต้องตั้งเจตนา (เนี๊ยต) ทำการตอวาฟ สำหรับตอวาฟทั่วไป สำหรับตอวาฟที่เกี่ยวกับพิธีฮัจย์ และอุมเราะฮฺ ก็ไม่ต้องเนี๊ยต เพราะการเนี๊ยตเอียะฮฺรอม นั้นได้ครอบคลุมถึงพิธีการทั้งหมดแล้ว 
4. ต้องเริ่มการตอวาฟที่แนวมุมหินดำ (มีเส้นแนวกำหนด สามารถสังเกตุเส้นแนวที่กำหนดเป็นเส้นเริ่มต้นได้ที่พื้นลานรอบไบตุลลอฮฺ และอาคารมัสยิดฮะรอมรอบใน)
5. ต้องรักษาแนวการเดิน หรือวิ่งเยาะๆตอวาฟให้ไบตุลลอฮฺอยู่ด้ายซ้ายของผู้ตอวาฟเสมอตลอการตอวาฟ และต้องตอวาฟในมัสยิดฮะรอมเท่านั้น 
6. ต้องตอวาฟให้ครบ 7 รอบ โดยมั่นใจ๔ . สะอีย์ (สะแอ) คือ การเดินระหว่างเนินเขาซอฟา กับ เนินเขามัรวะห์ ๗ เที่ยว โดยให้เริ่มจากเนินเขาซอฟา ไปถึงเชิงเนินเชา มัรวะห์นับเป็น ๑ เที่ยว แล้วเริ่มนับเที่ยวที่ ๒ เดินจากเนินเขามัรวะห์ ถึง เนินเขาซอฟา นับต่อๆไปจนครบ ๗ เที่ยวจบ การสะอีย์ที่ เนินเขามัรวะห์ ด้านล่างนี้เป็นตารางเส้นทางการเดินสะอีย์ 
๕. การโกน หรือ ตัดเส้นผม หลังการซะอีย์ครบ ๗ เที่ยว ที่เนินเขามัรวะห์ แล้วจะต้องทำการโกนผม หรือ ตัดเส้นผม สำหรับฮุจญาจชายจะดีที่สุดคือการโกนศีรษะ สำหรับฮุจญาจสตรีนั้นส่งเสริมให้ตัดเส้นผมดีกว่าการโกนทั้งศีรษะ

๖. การปฎิบัติเรียงลำดับของรูกน (ตัรตีบ) หมายถึง การปฏิบัติรูกนฮัจย์ที่กล่าวมาเรียงลำดับขั้นตอนไม่สับสน และขาดขั้นตอน ซึ่งจะเริ่มจากการเอียะห์รอม แล้ววูกูฟ ตอวาฟ สะอีร์ แล้วตัดหรือโกนผม การทิ้งรูกนฮัจย์รูกนหนึ่งรูกนใดจะทำให้พิธีฮัจย์ใช้ไม่ได้

 ๑ . เอียะห์รอมจากสถานที่ และในเวลาที่กำหนดไว้ สำหรับผู้ที่อาศัยในนครมักกะฮฺ สถานที่ที่กำหนดสำหรับเอียะห์รอม คือ ขอบเขตนครมักกะฮฺ
•  สำหรับผู้ที่อาศัยในนครมะดีนะฮฺ สถานที่ที่กำหนดคือ “ซุลฮุไลฟะฮ” หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า “อาบารอะลี ” 
•  สำหรับผู้ที่เดินทางเข้าจากมักกะฮฺ ทางประเทศชาม (ซีเรีย) อียิปต์ และมอร๊อคโค สถานที่ที่กำหนดเป็น “ยุฮฺ ฟะฮฺ” 
•  สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามักกะฮฺ จากประเทศ เยเมน สถานที่ที่กำหนดคือ “ยะลำลำ ”
•  สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากเมือง ฮิยาซ กำหนดให้เอียะห์รอมที่ “กอรนุ้ลมะนาซิ้ล ” 
•  สำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามักกะฮฺ จากเส้นทางตะวันออก ให้เอียะห์รอมที่ “ซาตุอิรก์ ”
•  สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากเส้นทางอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ข้างต้นให้ถือเอาเส้นทางผ่านซึ่งตรงกันกับสถานที่ที่ได้กำหนดไว้แล้วนั้น 
•  ส่วนเวลาที่กำหนดสำหรับเอียะห์รอมคือ สามารถกระทำได้ตั้งแต่เริ่มเข้าเดือนเซาวาล เดือนซุ้ลเกียะห์ดะห์ และอีก ๑๐ วันแรกของเดือนซุ้ลฮิจยะห์ (รวมช่วงเวลาที่สามารถทำเอียะห์รอมได้ คือ ๗๐ วัน)
๒ . การพักแรมที่มุซดาลิฟะฮฺ  หลังวูกูฟที่ทุ่งอารอฟะฮฺ 
กำหนดให้ฮุจยาดเดินทางออกจากทุ่งอารอฟะฮฺ หลังฮัสรีไปยังที่ทุ่งมุซดาลีฟะห์พักแรมที่ทุ่งมุซดาลีฟะห์จนถึงหลังซุบฮิ หรืออย่างน้อยหลังเที่ยงคืนของวันที่ ๑๐ ซุลฮิจยะฮฺ ซึ่งเป็นวันเชือดสัตว์ทำ กุรบาน ( วันอิดิลอัฏฮา ของชุมชนทั่วไป)
๓ . การพักแรมที่มินา หลังเดินทางออกจากทุ่งมุซดาลีฟะฮฺ ฮุจยาดจะต้องเดินทางกลับที่ทุ่งมินา และพักแรมที่มินา ๓ คืน คือ วันที่ ๑๑ , ๑๒ และ ๑๓ ซุลฮิจยะฮฺ หรือที่เรียกว่า “ วันตัซรีก ”
๔ . การขว้างเสาหิน มีกำหนด ๓ ต้น ในกำหนดเวลาดังนี้
• วันแรกขว้างเสาต้นที่ ๑ เรียกว่า “ ยัมรอตุลอะกอบะฮฺ” สามารถเริ่มขว้างตั้งแต่เวลาหลังเที่ยงคืนของวันที ๑๐ เดือนซุลฮิจยะฮฺ ด้วยก้อนกรวดที่เก็บจากลานทุ่งมุซดาลีฟะฮฺ จำนวน ๗ ก้อน
• วันที่ ๑๑ ๑๒ และ ๑๓ เดือนซุลฮิจยะฮฺ ฮุจญาจจะเดินออกจากเต็นที่พัก ณ ทุ่งมีนา ไปขว้างเสาหินทั้ง ๓ ต้นๆ ละ ๗ ก้อน ตามลำดับ โดยกำหนดให้เริ่มจากเสา ยัมรอตุ้ลอูลา แล้วขว้าง เสายัมรอตุลวุสตอ และเสายัมรอตุลอะกอบะฮฺ ตามลำดับ หมายเหตุ หากมีการละเว้นการปฏิบัติวายิบฮัจย์ประการใดประการหนึ่งไม่ทำให้เสียพิธีฮัจญ์ แต่ฮุจญาดผู้นั้นต้องเสียดัม (ค่าปรับ)          สิ่งที่ควรปฏิบัติ (สุนัต) ในพิธีฮัจย์  
สิ่งที่ควรปฏิบัติ หรือ สุนัต ที่ส่งเสริมในระหว่างการทำฮัจย์มีดังต่อไปนี้
             •  อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดเพื่อการเอียะฮฺรอม เพื่อเดินทางเช้ามักกะฮฺ และอาบน้ำชำระร่างกายเพื่อเอียะฮฺรอมเพื่อวูกูฟ
             • ใส่เครื่องหอมที่ร่างกาย และเสื้อผ้าก่อนการเอียะฮฺรอม (ส่วนการใส่เครื่องหอมหลัง เอียะฮฺรอมแล้วถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม) 
             • กล่าว “ ตัลบียะฮฺ ” ควรกล่าว ตัลบียะฮฺด้วยเสียงค่อนข้างดัง กล่าวต่อเนื่อง หรือกล่าวให้มากที่สุดที่ทำได้ หลังเริ่มเอียะฮฺรอม ก่อนเข้านครมักกะฮฺ เริ่มเดินทางไปทุ่งมีนา จนถึงการขว้างเสาหินที่ ยำรอตุลอะกอบะฮฺ • พักแรมคืนที่ ทุ่งมีนา ในคืนวันที่ 9 ซุลฮิจยะฮฺ
• พักแรมจนถึงรุ่งอรุณที่ ทุ่ง มุซดาลีฟะฮฺ
• หยุดพักที่ มัชอะริ้ลฮะรอม
• ขอดุอาฮฺ เตาบัต อ่านกุรอาน และซิเกร์ให้มากๆ
• บริจาคทานให้มาก
• ละหมาดที่มัสยิดหะรอม
• ปฏิบัติสุนัตอื่นๆให้มากระหว่างประกอบฮัจญ์

•  ในกรณีมีการละทิ้งไม่การทำ วายิบฮัจญ์ ประการใดประการหนึ่ง เช่น
•  ละเว้นหรือลืมกรทำเอียะห์รอม ณ สถานที่ที่กำหนด หรือ
•  ละเว้นการพักแรมคืน ณ “ มุซดาลีฟะห์ ” หรือ
•  ละเว้นการพักแรมคืนที่ “ มีนา ” หรือ
•  ละเว้นการขว้างเสาหิน หรือ
•  ละเว้นการตอวาฟอำลา
•  กำหนดต้องเสียค่าดัม (ค่าปรับ) ดังนี้คือ
1. ให้เชือดแพะ หรือ แกะ 1 ตัว แล้วให้แจกจ่ายเนื้อแก่คนยากจน ถ้าไม่สามารถกระทำได้ (ไม่สามารถหา หรือ ซื้อ แพะ หรือ แกะ เชือดเสียดัมได้) กำหนดให้ ถือศิลอด (ปัวซอ) เป็นเวลา 10 วัน โดยถือ ศิลอด 3 วัน ภายหลังเอียะห์รอม  นั้นให้ถือเมื่อเดินทางกลับจากการประกอบพิธีฮัจญ์ถึงภูมิลำเนาเดิมแล้ว ( กลับถึงบ้านของฮุจญาดแต่ละคน)
2 .กรณีละเว้นการพักแรมคืน ณ ทุ่งมีนา 1 คืน ต้องเสียค่าปรับเป็นอาหาร 1 มุด ( ลิตร) 2 คืน ต้องเสียค่าปรับเป็นอาหาร 2 มุด (ลิตร) 3 คืน ต้องเสียค่าปรับเต็มอัตรา คือ เชือดแพะ หรือ แกะ 1 ตัว หรือ ถือศิลอด 10 วัน แล้วแต่กรณี
3. กรณีละเว้น การขว้างเสาหิน (ใช้ก้อนหิน 7 ก้อน) ถ้าขาด 1 ก้อนต้องเสียค่าปรับเป็นอาหาร 1 มุด (ลิตร) ถ้าขาด 2 ก้อน ต้องเสียค่าปรับ เป็นอาหาร 2 มุด ถ้าขาด 3 ก้อนหรือมากกว่า ต้องเสียค่าปรับเป็นอาหาร ต้องเสียค่าปรับเต็มอัตราดังได้กล่าวไว้ข้างต้น


ข้อห้ามขณะอยู่ในเอียะห์รอมมี ๗ ประการ
             •  เกี่ยวกับเครื่องนุ่งห่ม
สำหรับฮุจญาจชาย
•  ห้ามปิดศีรษะ ทั้งหมดหรือบางส่วนของศีรษะ
•  ห้ามสวมใส่ด้วยเครื่องนุ่งห่มที่เย็บติดกัน หรือทอต่อกัน เช่นกาง เกง เสื้อ เป็นต้น
•  ห้ามสวมรองเท้า แบบหุ้มส้นเท้า และปลายนิ้วเท้า
•  ห้ามสวมใส่ เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับที่เป็นวงกลม หรือ เย็บต่อกันเป็นวง
สำหรับฮุจญาจหญิง
•  ห้ามสวมเครื่องแต่งกายแบบปิดใบหน้า
•  ห้ามปิดฝ่ามือ ด้วยการสวมใส่ถุงมือ
•  ไม่ห้ามเสื้อผ้าที่ตัดเย็บ หรือทอติดกัน เช่นเดียวกันกับฮุจญาจชาย
•  เครื่องหอม เครื่องประทินผิว
ทั้งฮุจญาจชาย และหญิง ห้ามใส่ หรือพรมน้ำหอม หรือ เครื่องสำอางที่ร่างกาย เครื่องนุ่งห่ม หรือที่นอน
•  การใส่ครีมแต่งผม ทาเครา และทาร่างกาย
ครีมหรือน้ำมันประเภทนี้มักผลิตเป็น ๒ ชนิด คือ ชนิดมีกลิ่นหอม และไม่มีกลิ่นหอม สำหรับครีมหรือน้ำมันประเภทมีกลิ่นหอม ห้ามใช้ทั้งเป็นครีมแต่งผม หรือใส่ที่เครา หรือร่างกาย เช่นเดียวกันกับเครื่องหอม และเครื่องประทินผิว
ส่วนประเภทที่ไม่มีกลิ่นหอม สามารถทางตามผิวกายได้ แต่ห้ามทาหรือใส่ผม หรือเครา
•  เกี่ยวกับการโกนผม ขนและ การตัดเล็บ
ในระหว่างครองเอียะฮ์รอม ห้ามทำลายขนในร่างกาย เช่น ผม ขนรักแร้ ขนอวัยวะเพศ ขนจมูก เป็นต้น ด้วยวิธีการใดๆโดยเด็ดขาด เช่น การถอน การโกน การใส่ยาให้ขนร่วง หรือวิธีการอื่น 

กิจกรรมที่กำลังวางแผนและกำลังดำเนิน

✔ฮาลาเกาะห์....เคลื่อนที่
✔กิจกรรมค่ายปิดเทอม
✔สร้างอีหม่าน...เพิ่มอีหม่าน

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ตัวอย่างประวัติบุคคลในอดีตที่ไม่ศรัทธาต่ออัลเลาะห์‬

1.กอรูน
เป็นมหาเศรษฐี มีชีวิตอยู่ในสมัยของนบีฮารูน เพราะความมีสมบัติอันมากมายมหาศาลของตน คิดว่าตนนั้นมีอำนาจที่สุดแล้ว มั่งคั้งที่สุดแล้ว ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ทำให้เกิดความผยองลำพองตน ไม่ยอมนอบน้อมและศรัทธาต่ออัลเลาะห์ ผู้เป็นพระเจ้าแห่งตน อ้างว่าการที่เขามั่งมีขึ้นนี้ด้วยความรอบรู้และสามารถของตนเองทั้งสิ้น ไม่สนใจใยดีต่อข้อห้ามและคำสั่งของอัลเลาะห์ ในที่สุดแห่งชีวิต เขาก็ได้ประสบกับความพิยาศและความหายนะอย่างย่อบยับ โดยการถูกธรธีสูบ

2.ฟิรอูน หรือ ฟาโรห์

เป็นกษัตริย์ที่เรืองอำนาจของอียิปต์ อ้างตนเองว่าเป็นผู้มีเดชานุภาพเหนือสิ่งใดๆ ทั้งปวงถึงกับยกตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าผู้สร้าง ผู้เนรมิตทุกสิ่งทุกอย่าง มีชีวิตอยฟุ่ในสมัยของนบีมูซา ไม่ยอมเชื่อถือศรัทธาและเคารพนอบน้อมต่อพระบัญชาแห่งอัลเลาะห์ ผู้เป็นพระเจ้าอันแท้จริงสุดท้ายอำนาจที่เคยมีอยู่ก็สลายไป เกิดความพินาศ ความหายนะอย่างหนัก ต้องจบชีวิตลงด้วยการจมน้ำตาย

3.ฮามาน
เป็นรัฐมนตรีคนสำคัญคนหนึ่ง ในสมัยท่านนบีมูซาและนบีฮารูน ดื้อดึงและขัดขืนคำสั่งของอัลเลาะห์ เพราะความหลงไหลในยศฐาบรรดาศักดิ์ เห่อเหิมต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการแห่งตน ในที่สุดเขาก็ต้องสิ้นชีวิตลง พร้อมกับการสูญเสียยศศักดิ์ที่เคยมี

4.อุบั้ย บิน ค่อลัฟ
เป็นพ่อค้าวานิชที่ร่ำรวยมหาศาล มีชีวิตอยู่ในสมัยญาฮิลียะห์ คือสมัยก่อน นบีมูฮำหมัด ชาวอาหรับทั้งหมดต่างยอมยกความยิ่งใหญ่ให้แก่เขา ต่อมาเมื่อถึงสมัยนบีมูฮำหมัด เขาผู้นี้ก็ยังคงไม่ยอมเชื่อฟังท่าน กลับตั้งตัวเป็นศัตรูกับท่าน อวดความยิ่งใหญ่ในทางการค้าของตนว่าร่ำรวยเหนือผู้ใด ผลสุดท้ายก็ต้องตายไปโดยฆ่าในสมรภูมิ

ฮาลาเกาะห์...เคลื่อนที่

ฮาลาเกาะห์...เคลื่อนที่📮
💎แม้เพียงกระดาษใบเล็กๆ อินชาเลาะห์
อาจเป็นความรู้ได้ไม่มากก็น้อย
สามารถหาอ่านได้...ฟรี!!
✔โรงเรียน
✔มัสยิด
✔ศูนย์อบรมจริยธรรม
✔ร้านอาหาร
✔เพจ Facebook
กิจกรรมแรกทางเราจะเริ่มในต้นเดือนกย.58

การงานที่อิคลาส



فاقدره لي ويسره لي ثم بارك لي فيه

"ขอพระองค์ทรงกำหนดงานนี้ให้ข้าพระองค์และให้มันสะดวกง่ายดายแก่ข้าพระองค์ แล้วขอประทานความสิริมงคลในงานนี้ให้แก่ข้าพระองค์"